นิทานเมืองโปร่งใสและเมืองมืดมิด
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเมืองแห่งหนึ่งชื่อว่าเมืองโปร่งใส ท้องฟ้าที่นี่สีสันสดใส
แสงแดดเจิดจ้าสว่างไสว มองเห็นต้นไม้สีเขียว ทุ่งหญ้า สัตว์น้อยใหญ่
ผู้คนในเมืองนี้ต่างอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข เพราะไม่มีใครกล้าทำอะไรผิด
ทุกอย่างในเมืองนี้ไม่เคยมีความลับ เพราะทุกคนสามารถมองเห็นกันหมด
ใครจะขโมยของก็ไม่สามารถทำได้ เพราะทุกคนมองเห็นกันหมด
ใครจะแกล้งใครก็ไม่สามารถทำได้ เพราะทุกคนมองเห็นกันหมด
ใครจะขี้โกงก็ไม่สามารถทำได้ เพราะทุกคนมองเห็นกันหมด
ส่วนพระราชาก็อยู่ในพระราชวังโปร่งใส
ใครผ่านไปผ่านมาก็มองเห็นพระราชาทำงานอยู่ตลอดเวลา
ใครผ่านไปผ่านมาก็จะเห็นทหารยามยืนตรงไม่เคยแอบนอนหลับ
ใครผ่านไปผ่านมาก็มองเห็นข้าวปลาอาหารที่ประชาชนส่งให้พระราชาเก็บไว้
เพื่อที่ว่าในเวลาขาดแคลนก็จะมีอาหารสำหรับทุกคน
พระราชามักจะบอกประชาชนว่าในท้องพระคลังของเมืองโปร่งใสมีอะไรอยู่บ้าง
“ประกาศ ประกาศ ขณะนี้เมืองของเรามีถั่วห้าพันกระสอบ
ข้าวโพดห้าพันฝัก ข้าวสารห้าพันถัง ขนมปังห้าพันก้อน ….”
ทุกคนสบายใจเพราะเห็นด้วยตาของตัวเองว่าพระราชาทำหน้าที่ของตน
อย่างขยันขันแข็งและซื่อสัตย์สุจริต ไม่คดโกง
ครั้งหนึ่งเมื่อเมืองข้างเคียง ชื่อว่า “เมืองมืดมิด” เกิดขาดแคลนข้าวปลาอาหาร
พระราชาคิดว่าการเป็นเพื่อนบ้านที่ดี เมืองโปร่งใสควรให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชน
ในเมืองที่ยากลำบาก พระราชาจึงส่งกองทหารไปยังเมืองมืดมิด เพื่อดูว่าเมืองนั้นต้องการ
ความช่วยเหลืออะไรบ้าง เมื่อทหารมาถึงเมืองมืดมิด ท้องฟ้าที่นั่นมืดครึ้ม ต้นไม้เหี่ยวเฉา
สัตว์น้อยใหญ่ผอมโซ ผู้คนในเมืองนี้ท่าทางมีความทุกข์ อาหารขาดแคลน
ทุกอย่างในเมืองนี้ดูแปลกไปจากเมืองโปร่งใส เพราะดูมืดมน มีแต่ความลับ
ในความมืด ขโมยออกมาขโมยของ
ในความมืด คนใจร้ายออกมาแกล้งเพื่อนบ้านและคนอื่นๆ
ในความมืด แม่ค้าขี้โกงโกงเงินทอน
ในความมืด ไม่มีใครรู้ว่าข้าวปลาอาหารของเมืองที่อยู่ในคลังสมบัติมีจำนวนเท่าไร
ในความมืด พ่อครัวขี้โกงใช้ความมืดเข้าไปขโมยอาหาร
ในความมืด ทหารยามแอบนอนหลับ
ประชาชนจึงไม่ส่งอาหารเข้าเสบียงกองกลางเพราะไม่รู้ว่าส่งไปแล้วอยู่ที่ไหน
ไม่มีใครรู้ว่าพระราชาของเมืองมืดมิดกำลังทำอะไรอยู่ ผู้คนต่างมีความลำบาก
ไม่อยากอยู่ในเมืองนี้ ทหารจึงกลับมาบอกพระราชาว่า หากเมืองมืดมิดยังเป็นแบบนี้
ให้ความช่วยเหลืออาหารไปเท่าไหร่ ก็คงไม่พอ ขโมยอาจเอาไปหมด และเราก็ไม่
สามารถรู้ได้ว่าส่งไปแล้วจะไปอยู่ที่ไหน เมืองนั้นไม่ได้ขาดอาหารแต่ขาด
ความโปร่งใสนั่นเองที่ทำให้เมืองเป็นแบบนั้น











สวัสดีค่ะ
ขอแสดงความชื่นชม และแสดงความเห็นดังนี้ค่ะ
ชอบนิทานตรงที่ได้เห็นความต่อเนื่องกันขององค์ธรรมในพุทธศาสนาค่ะ นั่นคือ ความต่อเนื่องกันของธรรมในหลัก “พรหมวิหาร 4″ และองค์ธรรมในหลัก “สังคหวัตถุ 4″
พรหมวิหาร 4 นั้น เป็นหลักธรรมที่เกี่ยวกับจิตใจ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และ อุเบกขา ส่วนสังคหวัตถุ 4 นั้น เกี่ยวกับการกระทำที่เป็นรูปธรรมซึ่งแสดงออกไปตามลักษณะของจิตใจ คือทาน ปิยวาจา อัตถจริยา และสมานัตตา พรหมวิหารนั้นเป็นเหตุให้ขวนขวาย เกิดการกระทำเพื่อเกื้อกูลกันตามสังคหวัตถุตามมา
ในนิทานเมื่อจิตมีความกรุณา อยากให้ผู้อื่นพ้นทุกข์แล้ว จึงแสดงออกด้วยการให้ความช่วยเหลือ จึงได้ส่งทหารไปดูว่าควรให้ความช่วยเหลืออะไรบ้าง
เพียงแต่เมื่อทหารทราบข้อมูลที่แท้จริงแล้ว ว่าเป็นเพราะความไม่โปร่งใส จึงเป็นเหตุให้ขาดแคลน นิทานไม่ได้บอกว่ามีการกระทำใดต่อไป
มองว่าการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน แม้จะเป็นปลายเหตุแต่ก็อาจจำเป็นในขณะนั้นก็ได้ แล้วจึงช่วยเหลือด้วยคำแนะนำถึงต้นเหตุต่อไปก็ได้ เพื่อความเดือดร้อนจะได้ถูกแก้ไขอย่างถาวร (เจ้าเมืองมืดมิดอาจคิดไม่ถึงก็ได้ค่ะ ว่าเพราะความไม่โปร่งใส จึงทำให้เกิดการขาดแคลนตามมา)
ไหนๆคิดจะช่วยแล้ว ก็ช่วยต่ออีกหน่อยดีไหมคะ